Menu Close

คุณแม่ต้องรู้โรคที่อาจจะเกิดกับลูกน้อยในช่วงหน้าหนาว

ในเวลานี้ก็เข้าใกล้ที่จะถึงฤดูหนาวแล้ว อย่างที่เราทราบกันว่า
ฤดูหนาวนั้นสภาพอากาศนั้นจะหนาวเย็น
อันเดียวมากจากอุณหภูมิที่ลดลง ทำให้รู้สึกหนาวแบบแห้งๆ
ซึ่งสำหรับผู้ใหญ่อาจจะมองว่าชื่นชอบฤดูหนาวเพราะว่าอาการเย็นสบา
ย แต่ทว่ามันเอื้อต่อการแพร่กระจายเชื้อโรค
และเสี่ยงต่อการประสบกับโรคภัย
โดยเฉพาะกับลูกน้อย ที่ภูมิต้านทานยังไม่แข็งแรงพอ
และมีโอกาสที่จะเป็นโรคได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่
วันนี้เราจะพาไปรู้สึกกับโรคที่ลูกน้อยอาจจะต้องประสบพบเจอในช่วงฤ
ดูหนาว เพื่อที่คุณแม่จะได้เตรียมตัวรับมือได้อย่างทันท่วงที
1.โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
สำหรับโรคนี้จะเกิดได้บ่อย ไม่ว่าจะทั้งเด็กหรือผู้ใหญ่
อันเนื่องจากมากหลายสาเหตุ โดยอาการนั้นจะมีไข้สูง หนาวสั่น
ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ไอ เบื้องต้นให้ลูกนอนพักผ่อนเยอะ
ๆ ดื่มน้ำบ่อย ๆ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัว กินยาลดไข้
หากอาการยังไม่มีขึ้นไข้ไม่ลด ควรที่จะพาลูกน้อยพบแพทย์ทันที
2.โรคปอดบวม
ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโรคที่อันตรายจนถึงชีวิต
โดยจุดสังเกตุคือเริ่มมีอาการไอ แน่นหน้าอก ไข้สูง และหายใจหอบ
เป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
เพราะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากที่สุดในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
3.โรคหัด
โดยปกติทุกคนจะได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดอยู่แล้ว
แต่มันก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ อาการจะมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง
มีผื่นขึ้นภายหลังมีไข้ประมาณ 4 วัน จากนั้นผื่นจะกระจายทั่วตัว
โดยผื่นจะจางหายไปภายใน 2 สัปดาห์
ควรแยกเด็กที่ป่วยเป็นหัดออกจากเด็กอื่น ๆ ประมาณ 1 สัปดาห์
4.โรคหัดเยอรมัน

โรคนี้เป็นได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กเล็ก มีอาการไข้
ออกผื่นคล้ายโรคหัด (บางรายอาจไม่มีผื่นขึ้น)
หากมีอาการควรพบแพทย์
5.โรคอีสุกอีใส
อาการจะเริ่มด้วยไข้ต่ำๆ ต่อมาจะมีผื่นแดง ตุ่มนูนขึ้นทั่วตัว
แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มพองใสหลังมีไข้ 2-3 วัน จากนั้น ประมาณ 5-20 วัน
ตุ่มจะเป็นหนองและแห้งตกสะเก็ดหลุดออกเอง ควรหยุดเรียนประมาณ 1
สัปดาห์ เด็กเล็กที่ป่วยควรตัดเล็บให้สั้น
เพื่อป้องกันการอักเสบจากการเกาผื่น
6.โรคอุจจาระร่วง
ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า โรต้าไวรัส
มักเกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ติดต่อโดยการดื่มน้ำ
หรือกินอาหารที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อน และมีอาการถ่ายเหลวบ่อยครั้ง
ควรให้กินอาหารเหลวชดเชย เช่น น้ำข้าวต้ม น้ำแกงจืด นมแม่
หรือผสมนมผงให้เจือจางลงครึ่งหนึ่งจนกว่าอาการจะดีขึ้น
ส่วนใหญ่จะดีขึ้นใน 8-12 ชั่วโมง หากไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์ทันที

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *