Menu Close

หัดญี่ปุ่น รู้ไว้ไม่อันตรายอย่างที่คิด

โรคหัดญี่ปุ่น หรือ โรคคาวาซากิ คือ โรคติดต่อที่เกิดจากการติดเชื้อโรค เป็นโรคที่เกิดกับเด็ก
และยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคแน่ชัดซึ่งอาการของโรคที่สำคัญ คือ มีไข้สูง ปากแดง ตาแดง
มือเท้าบวมลอก ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต และ มีผื่นขึ้นตามร่างกายอย่างไรก็ตาม แม้อาการจะมองดูน่ากลัว แต่ โรคหัดญี่ปุ่น
สามารถหายได้เอง ยกเว้นว่าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งการที่ โรคหัดญี่ปุ่น
มักเกิดกับเด็กอายุไม่เกิน 4 ขวบทำให้น่ากังวลเรื่องภาวะแทรกซ้อนมากกว่า
โดยอาการของผู้ป่วยโรคหัดญี่ปุ่น จะมีไข้สูง มีไข้นาน 1-4
สับดาห์ มีอาการตาแดง เกิดหลังจากผู้ป่วยมีไข้สูงประมาณ 1-2 วัน และอาการตาแดงจะเป็นประมาณ 1-2 สัปดาห์ เช่นเดียวกับ
ริมฝีปากแดง และริมฝีปากแตก ตามด้วยลิ้นแดง นอกจากนี้ ฝ่ามือกับฝ่าเท้าจะมีอาการบวม ไม่มีอาการเจ็บ
จากนั้นหนังโคนเล็บจะลอก และลามไปถึงฝ่ามือฝ่าเท้า บางรายถึงขั้นเล็บหลุด อีกทั้งยังเกิดผื่นตามตัว หลังมีไข้ 2-3 วัน
เช่นเดียวกับอาการต่อมน้ำเหลืองที่คอโต
สำหรับการรักษาโรคหัดญี่ปุ่น เนื่องจากโรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
จึงยังไม่มียาที่สามารถรักษาแต่มีการรักษาด้วยการฉีดอิมมูโนโกลบุลิน
ซึ่งจะสามารถลดความรุนแรงและป้องกันอาการแทรกซ้อนของโรคที่จะมีต่อหัวใจและหลอดเลือดได้
ซึ่งการรักษาด้วยอิมมูโนโกลบุลิน แบ่งเป็น 2 ระยะ
คือการรักษาในช่วงเฉียบพลัน ให้การรักษาโดยให้ IVIG ขนาด2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กก. ร่วมกับรับประทานยาแอสไพริน ขนาด80-120 มก./กก./วัน
ส่วนการรักษาในช่วงไม่เฉียบพลันและต่อเนื่อง ให้ aspirin ขนาด 3-5 มก./น้ำหนักตัว 1 กก./วัน
รับประทานหลังไข้ลดลงนานประมาณ 2 เดือนถ้าผู้ป่วยมีเส้นเลือดโป่งพอง
จะต้องให้ติดต่อไปนานจนกว่าเส้นเลือดโป่งพองจะกลับเป็นปกติ ซึ่งบางรายต้องได้รับยานานหลายปี
แต่ในรายที่มีเส้นเลือดโป่งพองขนาดใหญ่มาก เช่น ใหญ่กว่า 8 มม. อาจมีก้อนเลือดอยู่ภายใน
หรือสงสัยว่าจะมีลิ่มเลือดอยู่ภายในจะต้องให้ยาละลายลิ่มเลือดหรือยากันเลือดแข็งตัวร่วมด้วยกินaspirin
โดยให้จนกว่าจะหายหรือขนาดของเส้นเลือดโป่งพองลดลง
ปิดท้ายที่การป้องกันโรคหัดญี่ปุ่น คือ ดูแลร่างกายลูกน้อยให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
รวมถึงสารอาหารน้ำด้วย และให้ออกกำลังกายตามอายุ พักผ่อนให้เพียงพอ เพียงทำนี้ก็ห่างไกลโรคคาวาซากิแล้ว
ส่วนในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือด
ส่วนใหญ่ก็ยังใช้ชีวิตได้เกือบปกติ
เพียงแต่ต้องได้รับยาบางอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีข้อปฏิบัติ
หรือข้อระมัดระวังเพิ่มเติม
ตลอดจนการปรับระยะเวลาการให้วัคซีนให้เหมาะสมบ้างในแต่ละรายเท่านั้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *