Menu Close

อาหารบำรุงลูกน้อย ที่คุณแม่ควรรู้

คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนควรปฏิบัตินะคะ อาหารที่คุณแม่กินเข้าไปนั้นจะถูกส่งผ่านถึงลูกโดยตรงเพื่อบำรุงร่างกายของ
ลูกน้อยให้มีการเจริญเติบโตตามวัยและร่างกายคุณแม่ให้แข็งแรง
แต่จะมีสารอาหารบางชนิดที่ร่างกายของคุณแม่และลูกน้อยมีความต้องการมากเป็น พิเศษในช่วงตั้งครรภ์
และบรรเทาอาการข้างเคียงของการตั้งครรภ์ ดังนี้ค่ะ
1. อยากให้ลูกฉลาด
นอกจากลูกน้อยที่มีสมบูรณ์ แข็งแรง และสมวัยแล้ว การมีพัฒนาการของสมองที่ดี
ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณพ่อและคุณแม่ควรให้ความสำคัญ
ซึ่งคุณแม่สามารถกระตุ้นการทำงานของสมองลูกน้องตั้งแต่อยู่ในครรภ์ด้วยอาหาร เหล่านี้
กรดไขมันโอเมก้า 3 มีส่วนช่วยในการกระตุ้นสมอง กระตุ้นระบบประสาท บำรุงเซลล์สมอง
เพิ่มประสิทธิภาพความทรงจำ ปริมาณกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่คุณแม่ควรได้รับคือ 300 มิลลิกรัม/วัน
ในช่วงไตรมาศที่ 2 ของการตั้งครรภ์
กรดโฟลิก เป็นอีกสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการเซลล์ สมอง ระบบประสาท
และไขสันหลังให้กับทารกในครรภ์มารดา ในกรณีที่ลูกได้รับกรดโฟลิกไม่เพียงพอต่อความต้องการ
อาจส่งผลให้ทารกมีความพิการทางสมอง และเสี่ยงที่จะมีความผิดปกติของท่อประสาท ปริมาณกรดโฟลิก
ที่คุณแม่ควรได้รับคือ 400-800 มิลลิกรัม/วัน ในช่วงไตรมาศแรกของการตั้งครรภ์
ไอโอดีน มีส่วนช่วยในการพัฒนาสมอง ระบบประสาท ความทรงจำของลูกน้อย
ถ้าคุณแม่ได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอต่อความต้องการ จะเกิดอาการคอพอก และส่งผลต่อทารกในครรภ์
ให้เสี่ยงต่อการมีร่างกายแคระแกร็น พัฒนาการทางสมองช้า สำหรับปริมาณไอโอดีนที่คุณแม่ควรได้รับคือ 175-
200 มิลลิกรัม/วัน ในช่วงไตรมาศที่ 2-3 ของการตั้งครรภ์ เนื่องจากในช่วงนี้ต่อมไทรอยด์จะทำงานหนักขึ้น
ทำให้ร่างกายต้องการไอโอดีนเพิ่มขึ้นค่ะ
เมนูเด็ดบำรุงสมองลูกน้อย
ปลานึ่ง โดยเฉพาะปลาทะเล เพราะอุดมด้วยโอเมก้า 3
และการนึ่งก็ยังคงรักษาสารอาหารไว้อย่างครบถ้วน
ยำบล็อกโคลี่ ยอดคะน้า อาหารทะเล ผักใบเขียวอุดมไปด้วยกรดโฟลิก พร้อมกับอาหารทะเลที่มีไอโอดีน
ครบถ้วน
ตามความต้องการในการบำรุงสมอง

2. อยากให้ลูกร่างกายแข็งแรง
โปรตีนมีคุณสมบัติในการเสริมสร้างร่างกาย และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
ทั้งยังมีความสำคัญต่อการสร้างเซลล์ของทารกในครรภ์ มีความจำเป็นในการสร้างเซลล์สมอง
ถ้าลูกน้อยได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ นอกจากจะมีร่างกายที่ไม่แข็งแรงแล้ว ยังอาจจะทำให้สมองมีขนาดเล็กผิดปกติ
ส่งผลต่อการเรียนรู้ในอนาคต สำหรับปริมาณโปรตีนที่คุณแม่ควรได้รับคือ 60 กรัม/วัน ในช่วงทุกไตรมาศ
ตลอดการตั้งครรภ์ เพราะโปรตีนเป็นสารอาหารหลักในการสร้างและเพิ่มขนาดของเซลล์และเนื้อเยื่อ ต่างๆ
สร้างน้ำย่อย เลือด และเสริมภูมิคุ้มกันด้วยค่ะ
เมนูที่อุดมไปด้วยโปรตีน
ไข่ต้มสุก แหล่งโปรตีนที่หาง่ายและมีประโยชน์
นม โดยเพิ่มความหลาย อาทิ นมวัว นมแพะ นมถั่วเหลือง

เนื้อสัตว์ อาทิ เนื้อปลา หมู หรือไก่ ไม่แนะนำเนื้อวัวเพราะย่อยยาก จะทำให้มีอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้

3. การบำรุงเลือดคุณแม่ก็สำคัญ
คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จะมีความต้องการธาตุเหล็กเพิ่มมากขึ้นถึง 2 เท่า
เพราะเหล็กช่วยเสริมการทำงานของเฮโมโกลบิน ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง
ในการลำเลียงออกซิเจนไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย และยังเป็นบำรุงเลือดไม่ให้เกิดภาวะโลหิตจาง
ซึ่งจะทำให้มีโอกาสคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ หรือทารกมาภาวะโลหิตจาง
ซึ่งไม่เป็นผลดีในระยะยาว ปริมาณธาตุเหล็ก ที่คุณแม่ควรได้รับคือ 30 มิลลิกรัม/วัน ในช่วงไตรมาศที่ 2-3
ของการตั้งครรภ์
เมนูแนะนำในการบำรุงเลือด
ตับผัดพริกหวาน ตับและพริกหวานที่มีธาตุเหล็กสูง เหมาะกับการบำรุงเลือด
ธัญพืชต้ม ลูกเดือย ถั่วต่างๆ สามารถเป็นอาหารเช้าอุ่นๆ บำรุงเลือดได้ดี

 

4. อาหารปราบแพ้ท้อง
อีกหนึ่งอาการที่พบมากในคุณแม่ที่เริ่มตั้งครรภ์ โดยจะมีอาการเวียนศีรษะ อาเจียน คลื่นไส้
ซึ่งในแต่ละคนก็จะมีอาการไม่เหมือนกัน นอกจากการดื่มน้ำอุ่นๆ มีขนมข้างกายรองท้องอยู่ตลอดเวลาแล้ว
อาหารที่มีส่วนประกอบของวิตามินบี 6 ยังมีส่วนช่วยลดอาการแพ้ท้องได้ดีอีกด้วย ปริมาณวิตามินบี
ที่คุณแม่ควรได้รับคือ 2.2 มิลลิกรัม/วัน ในช่วงไตรมาศแรกของการตั้งครรภ์ ข้าวต้มข้าวโอ๊ต อุดมไปด้วยวิตามินบี
6 เป็นอาหารเช้าอุ่นๆ ช่วยลดอาการคลื่นไส้ และเวียนหัวได้อีกด้วย แซนวิชกล้วย อะโวคาโด
ของว่างระหว่างวันที่ไม่ให้ท้องว่างจนเกินไป และมีวิตามินบี 6
5. กินแก้ท้องผูก
อาการท้องผูกในคุณแม่ตั้งครรภ์นั้น เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุแล้วต่างกันไปในแต่ละไตรมาศของการตั้งครรภ์
ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน ขนาดของมดลูกที่ขยายขึ้นเบียดทับลำไส้ทำให้เกิดการสะสมของของเสีย
พฤติกรรมการกินไม่เหมาะสม โดยคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการท้องผูกมากในระหว่างช่วงตั้งครรภ์
มักจะเป็นคนที่มีปัญหาท้องผูกมาก่อนการตั้งครรภ์อยู่แล้ว และถ้ารุนแรงอาจทำให้เป็นริดสีดวงทวารได้ค่ะ
6. เมนูแก้ตะคริว
อาการตะคริวขณะตั้งครรภ์ถือเป็นเรื่องปกติค่ะ เพราะร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น
การกดทับในบริเวณอุ้งเชิงกรานของมดลูก กล้ามเนื้อที่ฝืดเนื่องจากไม่ค่อยได้ขยับร่างกาย
หรือแม้แต่การขาดแคลเซียมในช่วงไตรมาศสุดท้าย เนื่องจากทารกดึงแคลเซียมไปใช้ในการสร้ากระดูกและฟัน
เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดตะคริว โดยคุณแม่สามารถเสริมแคลเซียมได้ จากเมนูอาหารดังนี้
เมนูแก้ตะคริว
ปลาตัวเล็กทอดกรอบ อุดมไปด้วยแคลเซียม เคี้ยวเล่นระหว่างวันก็เป็นตัวเลือกที่ดี
ยำถั่วพู เนื่องจากถั่วพูนั้นเป็นแหล่งแคลเซียมชั้นดี
นมสด สามารถดื่มได้ทุกวัน แต่ควรเป็นนมที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ ฆ่าเชื้อโรคแล้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *